ช่วงนี้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทในหลากหลายอาชีพ รวมถึงวงการการแปลวรรณกรรมก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน หลายคนตั้งคำถามว่า AI จะสามารถเข้ามาแทนที่นักแปลได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้นักแปลทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น? ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและน่าจับตาอย่างยิ่ง ลองมาดูกันว่าอนาคตของการแปลวรรณกรรมจะเป็นอย่างไรต่อไป และ AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์นี้ได้อย่างไร
ความกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของ AI ในอาชีพนักแปลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ความกังวลเหล่านี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากงานเสวนา "อนาคตของภาษาและวรรณกรรมในยุค AI" ที่จัดขึ้นโดยภาควิชาวรรณกรรม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งได้เชิญนักแปลรุ่นใหญ่และนักเทคโนโลยีมาร่วมแสดงความคิดเห็น ในงาน ศ. ดร. สดใส พันธุมโกมล ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการแปลโดยมนุษย์กับการแปลด้วย AI ว่า "แม้ AI จะแปลได้รวดเร็วและแม่นยำ แต่ความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรมและอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งยังคงเป็นจุดแข็งของนักแปลมนุษย์"
อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธเทคโนโลยีโดยสิ้นเชิงก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด สมาคมนักแปลและล่าม ได้ประกาศเตรียมจัดเวิร์คช็อปสำหรับนักแปลเพื่อเรียนรู้การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงาน โดยเน้นย้ำว่า AI ไม่ได้มาเพื่อแย่งงาน แต่มาเพื่อเสริมศักยภาพ จากการสำรวจความคิดเห็นเบื้องต้นพบว่า นักแปลรุ่นใหม่จำนวนมากเปิดรับ AI และมองเห็นโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานแปลที่มีคุณภาพและมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มของหนังสือแปลขายดี 2026 ที่บางเล่มเริ่มระบุว่าใช้ "AI Assisted Translation" ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการ AI เข้ากับการทำงานของนักแปลกำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องลิขสิทธิ์การแปล หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าใครควรเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานที่แปลโดย AI หรือผลงานที่มี AI เข้ามาช่วยแปล ประเด็นนี้ยังคงเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาอย่างใกล้ชิด การสร้างแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์จะเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมให้เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้อย่างเป็นธรรมและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทั้งนักแปลและอุตสาหกรรมวรรณกรรมโดยรวม
แน่นอนว่าการปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ ความท้าทายและศิลปะในการแปลวรรณกรรมต่างประเทศเป็นภาษาไทยในยุค AI จะอยู่ที่การผสมผสานจุดแข็งของมนุษย์และความสามารถของ AI เข้าด้วยกันอย่างลงตัว นักแปลยังคงมีความสำคัญในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และเติมเต็ม "จิตวิญญาณ" ของงานแปล ส่วน AI จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในส่วนที่ซ้ำซากจำเจ ทำให้งานแปลมีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้อ่านได้กว้างขวางขึ้น ผู้ที่อยากเป็นนักแปลหนังสือในปัจจุบันจึงต้องเปิดใจเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ และพัฒนาทักษะที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ด้วย AI เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด
สรุปแล้ว อนาคตการแปลวรรณกรรมอาจไม่ได้อยู่ที่การที่ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์โดยสมบูรณ์ หากแต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานแปลที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ผู้อ่านในยุคดิจิทัล การเฝ้าดูพัฒนาการของเทคโนโลยีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในวงการนี้ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและคว้าโอกาสที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ



